จัดส่งขั้นต่ำ 3 ขวดขึ้นไป

สุขภาพดีได้ หากใส่ใจ “ระบบย่อยอาหาร”

ระบบย่อยอาหาร” ทำงานในร่างกายเราตลอดเวลา ทุก ๆ ครั้งที่เราทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้นำสารอาหารมาหล่อเลี้ยงให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ อาหารก็ถูกระบบย่อยอาหารเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงาน รวมไปถึงการขับกากอาหารหรือของเสียออกนอกร่างกาย ระบบย่อยอาหารถือว่ามีความสำคัญต่อร่างกายมาก วันนี้พวกเรา Ms.orginics จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบย่อยอาหารกันค่ะ

ทำความรู้จักกับ “ระบบย่อยอาหาร”    

          ระบบย่อยอาหารมีหน้าที่ย่อยอาหารให้ละเอียด แล้วดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ใช้เวลาประมาณ 16 - 28 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เราทานอาหารเข้าปาก จนถึงการขับถ่ายออกทางทวารหนัก ส่วนการย่อยอาหารเป็นกระบวนการสลายอนุภาคอาหารให้มีขนาดเล็กสุด จนสามารถดูดซึมเข้าไปในเซลล์ได้ มีการย่อยอาหาร 2 แบบ คือ 

  1. การย่อยเชิงกล 

       ทำให้อาหารมีขนาดเล็กลงด้วยการบดเคี้ยวและการบีบตัวของทางเดินอาหาร ยังไม่สามารถดูดซึมเข้าเซลล์ได้ มีเพียงขนาดที่เล็กลงเพื่อให้สะดวกต่อการเคลื่อนที่และเกิดปฏิกริยาเคมีต่อไป

  1. การย่อยเชิงเคมี

ทำให้อาหารมีขนาดเล็กที่สุด เกิดปฏิกริยาเคมีระหว่างอาหารและน้ำโดยตรง โดยใช้เอนไซม์หรือน้ำย่อยช่วยเร่งให้เกิดปฏิกริยา จนได้สารโมเลกุลที่เล็กที่สุดจนสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้

 

กระเพาะอาหารไม่ใช่อวัยวะที่ช่วยย่อยมากที่สุด

           เรามักมีความเชื่อว่ากระเพาะอาหารเป็นศูนย์กลางในการย่อยอาหาร มีบทบาทมากในกลไกการย่อยอาหาร แต่ความเป็นจริงแล้ว “ลำไส้เล็ก” ต่างหากที่เป็นอวัยวะที่ช่วยย่อยและดูดซึมสารอาหารมากที่สุด ลำไส้เล็กเป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยลักษณะของลำไส้เล็กที่ยาววนไปมาจึงเป็นโครงสร้างที่เหมาะแก่การดูดซึมมากที่สุด หลังจากดูดซึมสารอาหารแล้วจึงส่งผ่านเข้ากระแสเลือด ในขณะที่กระเพาะอาหารนั้นทำหน้าที่เป็นจุดพักอาหารและคลุกเคล้าอาหาร ก่อนจะส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก

ถ้าระบบย่อยอาหารผิดปกติ จะเกิดอะไรขึ้น?

ระบบย่อยอาหารผิดปกติพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่มักพบในผู้ใหญ่ โดยโรคที่เกิดจากระบบย่อยอาหารผิดปกติที่พบได้บ่อย ได้แก่ 

  1. ท้องเสีย - อาการบ่งชี้คือถ่ายเหลว ไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ อาจจะมีอาการท้องอืดหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย
  2. ท้องผูก - เกิดจากการที่ลำไส้บีบตัวน้อยได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้อุจจาระยากหรือแข็ง อาจจะมีอาการท้องบวม ปวดท้อง หรือแน่นท้องร่วมด้วย
  3. โรคกรดไหลย้อน - เป็นภาวัที่กรดภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ทำให้รู้สึกแสบร้อนกลางอก มักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารหรือระหว่างนอนหลับ
  4. โรคริดสีดวงทวาร - เกิดจากเส้นเลือดบริเวณทวารหนักหรือส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ที่อยู่ติดกับทวารหนักเป็นแผลอักเสบ อาจจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย หรือมีอาการท้องผูกเรื้อรัง มีแผลจากการบีบรัดตัวของลำไส้ จนส่งผลให้เกิดความรู้สึกเจ็บหรือคัน และอาจมีเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ

ทำอย่างไรถึงจะมีระบบย่อยอาหารที่ดี?

หากอวัยวะต่าง ๆ ภายในระบบย่อยอาหารทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้เกิดการย่อยอาหารที่ดี ร่างกายจะสามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน  การดูแลระบบย่อยอาหารไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไปนี้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและความผิดปกติในระบบย่อยอาหารได้

          1.รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม - ควรรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อในปริมาณที่เหมาะสมกับระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย และรับประทานอาหารในช่วงเวลาเดิมทุกวัน

          2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีเส้นใยสูง - อาหารที่มีเส้นใยสูงส่งผลให้ระบบการย่อยทำงนอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันและรักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคริดสีดวงทวาร โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ เป็นต้น

          3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน - แอลกอฮอล์อาจไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร ส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบ ส่วนคาเฟอีนจะส่งผลให้กรดในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้ปวดท้องหรือเกิดโรคกรดไหลย้อน

          4.ดื่มน้ำให้เพียงพอ - เพราะเส้นใยอาหารต้องใช้น้ำในการดูดซึม อีกทั้งน้ำยังช่วยให้ของเสียไหลผ่านระบบย่อยอาหาร และทำให้อุจจาระไม่แข็ง

          5.ลดความเครียด - ความเครียดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร เราสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ  เพื่อช่วยลดความเครียดได้ เช่น ออกกำลังกาย ฟังเพลง เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

นิตยา ตั้งชูรัตน์. (2549). การกินการย่อย การดูดซึมและการขับถ่าย 

http://www.facagri.cmru.ac.th/research/subject_file/20181105112806.pdf

https://www.healthline.com/health/digestive-health

https://www.livescience.com/40187-digestive-system-surprising-facts.html

https://www.pobpad.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87

https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/30588-043066

 

 

Leave a comment

Please note, comments must be approved before they are published