จัดส่งขั้นต่ำ 3 ขวดขึ้นไป

ทำความรู้จักกับ “ชา” ในประเทศไทย

คราวก่อนเราพูดถึง “ชา” ในมุมมองระดับโลก คราวนี้ ms.organics จะมาลงรายละเอียดเรื่อง “ชา” ในประเทศไทย ทราบหรือไม่ว่าในปี 2560 ประเทศไทยผลิตชามากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก  รองจากแคนาดา สหรัฐอเมริกา และจีน ! เรามาดูกันดีกว่าว่าชาในประเทศไทย มีประวัติอย่างไร เริ่มต้นจากไหน และมีกระบวนการผลิตกี่รูปแบบ 

 

http://web2.mfu.ac.th/other/teainstitute/?p=289&lang=th

 

ต้นชาในไทยมีมานาน รู้จักในนาม “ต้นเมี่ยง”

          เดิมทีต้นชามีในประเทศไทยมานานแล้ว เพียงแต่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ต้นเมี่ยง” หรือชาสายพันธ์อัสสัม (Camillia sinesis var. assamica) พบในบริเวณป่าทางภาคเหนือของประเทศไทย ถูกชาวบ้านเรียกว่า “ต้นชาพันปี” สามารถพบได้ตามบริเวณเทือกเขาสูงของจังหวัดแพร่และน่าน การบริโภคเมี่ยงนั้นจะนำมามัดรวมกันแล้วนำไปนึ่งหรือหมัก นิยมรับประทานยามว่างหรือขณะทำงาน ให้ความรู้สึกกระชุ่มกระชวย เชื่อกันว่าชาเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ส่วนหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าคนไทยดื่มชานั้น ปรากฏครั้งแรกในปี พ.ศ. 2230 สมัยพระนารายณ์มหาราช ลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า “ชาวสยามดื่มน้ำชาสำหรับสบายใจและสนทนาเพลิน...คนสยามในกรุงมีประเพณีส่งน้ำชาให้แก่บรรดาผู้ที่มาเยี่ยมเยือน” แสดงให้เห็นว่าชาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวไทยมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยาเลยทีเดียว 

 

 

ทำไมชาถึงต้องปลูกแค่ในภาคเหนือ ?

           เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมถึงพบการปลูกชาแค่ในภาคเหนือ ไม่ค่อยพบการปลูกชาในภาคอีสานหรือภาคอื่น ๆ  นั่นเป็นเพราะว่า สภาพภูมิอากาศ น้ำ และดินมีผลต่อคุณภาพและการให้ผลผลิตของชาที่สำคัญ ภาคเหนือมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและมีอุณหภูมิความเย็นที่เหมาะสม คุณภาพของชาโดยเฉพาะด้านกลิ่นและรสชาติจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ยิ่งพื้นที่มีความสูงมากก็จะยิ่งมีอากาศหนาวเย็นและอุณหภูมิคงที่เกือบตลอดทั้งปี นี่คือเหตุผลที่พบว่าชาถูกปลูกในภาคเหนือเป็นจำนวนมากนั่นเอง

 

 

อุตสาหกรรมการผลิตชาในประเทศไทย

          การปลูก การผลิตชา การพัฒนาอุตสาหกรรมชาของประเทศไทย เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2480 โดยนายประสิทธิ์ และนายประธาน พุ่มชูศรี ตั้งบริษัทใบชาตราภูเขา จำกัด และสร้างโรงงานชาขนาดเล็กขึ้นที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรับซื้อใบชาสดจากชาวบ้านที่ทำเมี่ยงแต่พบอุปสรรคหลายอย่าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 สองพี่น้องตระกูลพุ่มชูศรี ได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเริ่มปลูกสวนชาเป็นของตนเอง ใช้เมล็ดพันธุ์ชาพื้นเมืองมาเพาะ สวนชาตั้งอยู่ที่แก่งพันท้าว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และได้ขยายพื้นที่ปลูกขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นภาครัฐก็เริ่มเข้ามามีบทบาทส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. 2483 จากการสนับสนุนของภาครัฐ และรัฐบาลไต้หวัน ได้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ชา และผู้มีความรู้จากไต้หวันมาร่วมพัฒนาการปลูกและผลิตชา ทำให้ไทยเป็นแหล่งชาที่มีคุณภาพแห่งหนึ่งของโลก

 

 

กระบวนการผลิตชาในประเทศไทย

          ชาที่ผลิตในไทยมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ชาอัสสัม และชาจีน ซึ่งชาทั้ง 2 ประเภทนี้ก็มีกระบวนการผลิตที่ต่างกัน ดังนี้

          1. กระบวนการผลิตชาอัสสัมหรือชาเมี่ยง

          มีขั้นตอนง่าย ๆ แบบวิถีชาวบ้าน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ดังนี้

               1.1 การเก็บใบชา 

                     มักจะรูดเอาใบชาจากกิ่ง ใส่ตะกร้าหรือกระสอบที่เตรียม

               1.2 การตากชา 

                    จะตากจนใบชาเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ก่อนจะนำเข้าสู่เครื่องคั่วหรือบด

               1.3 การคั่วใบชา 

                    อาจจะใช้ใบชาสด หรือใบชาที่ผ่านการตากมาคั่วด้วยความร้อน

               1.4 การบดใบชา 

                    นำใบชาที่ตากแดดหรือคั่วแล้วมาบดให้ละเอียด บางครั้งอาจมีการผสม    ข้าวโพดหรืออย่างอื่นร่วมด้วย

 

          2. กระบวนการผลิตชาจีน

             ชาจีนมีหลากหลายสายพันธุ์ ชาเขียวจะไม่ผ่านกระบวนการหมัก ชาอู่หลงเป็นชาที่หมักบางส่วน ในขณะที่ชาดำผ่านการหมักอย่างสมบูรณ์ การผลิตมีขั้นตอนที่ซับซ้อน เฉพาะ และหลากหลาย ต้องใช้ผู้มีความรู้และผู้ชำนาญคอยควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ดังนี้

                 2.1 การเก็บใบชา

                       ใช้เฉพาะยอดอ่อน นับจากใบตูมและใบรองลงมา 2-3 ใบเท่านั้น การเก็บชาให้ได้คุณภาพที่สุดควรเก็บชาด้วยมือเปล่า ควรเก็บในตอนเช้า เวลา 08.00 - 10.00 น. จะได้ใบชาที่สดและเต็มไปด้วยคุณค่าสารอาหาร ต้นชาที่เก็บแล้วจะมีการแต่งกิ่ง ครบรอบการเก็บในอีก 3 เดือน

                 2.2 การผึ่งแดด

                       ใบชาจะมีความชื้นประมาณร้อยละ 75 - 80 การผึ่งชาทำให้น้ำในใบชาระเหยออกไป จะตากใบชาให้โดนแสงแดดบนลานตากซึ่งจะรองด้วยตาข่ายสีเขียวอีกชั้นหนึ่ง และพลิกใบชาทุก 45 นาที จำนวน 2 ครั้ง เพื่อให้ใบชาแห้งเสมอกัน ในขั้นตอนนี้ใบชาจะเริ่มส่งกลิ่นหอมออกมา

                 2.3 การผึ่งชาในร่มและนวดชา

                       นำใบชาที่ผึ่งแดดไว้มาผึ่งในร่ม ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 6 - 8 ชั่วโมง ระหว่างผึ่งในร่มนี้ ชาจะถูกเขย่าด้วยอุปกรณ์เฉพาะ ทำให้เกิดการหมักบางส่วน เกิดการรวมตัวของคาเทชินซึ่งเป็นสารที่ทำให้ชาอู่หลงมีสี กลิ่น และรสชาติที่แตกต่างจากชาเขียว

                 2.4 การหมักชา 

                        เป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำชาดำ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มตั้งแต่การผึ่งชา และนวดชาก่อนที่จะถึงขั้นตอนการหยุดปฏิกริยาเอนไซม์ olyphenol oxidase ด้วยความร้อน ทำให้ชาเกิดกลิ่น สี และรสชาติที่แตกต่างกันไปตามองค์ประกอบทางเคมีที่อยูในชาและตามกรรมวิธีการผลิต การหมักชาจะทำให้ชาเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่หากหมักนานเกินไปจะทำให้เสียรสชาติของชา

                  2.5  การคั่วชาหรือการนึ่งชา

                        เป็นการให้ความร้อนเพื่อทำลายเอนไซม์ polyphenol oxidase ทำให้หยุดกระบวนการหมักของชา และเป็นการไล่ความชื้นของชา โดยใช้เวลาในการคั่วแต่ละครั้ง 5 นาที โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 250 - 300 องศาเซลเซียส เมื่อคั่วเสร็จแล้วจะนำมาพักไว้ในห่อผ้าประมาณ 2 ชั่วโมง

                  2.6 การนวดชา

                         นำชาจากห่อผ้ามาใส่เครื่องขึ้นรูปเพื่อบีบอัด 7 - 8 นาที แล้วนำมาใส่เครื่องนวด 20 - 30 วินาที ต่อด้วยเครื่องอบ 80 - 120 องศาเซลเซียส ทำซ้ำไปมา 50 รอบ การบีบอัดจะทำให้ชามีขนาดเล็กลงและหดตัวเป็นก้อน และให้เซลล์ที่อยู่ในชาแตก ทำให้สารประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในเซลล์ไหลออกมาเคลือบส่วนต่าง ๆ ของใบชา

                  2.7 การอบแห้ง

                         เป็นขั้นตอนไล่ความชื้นให้เหลือร้อยละ 6 - 7 โดยน้ำหนักแห้ง โดยใส่ไว้ในเครื่องอบเป็นการทำให้สามารถเก็บชาไว้ได้นาน ๆ 

                  2.8 การคัดเกรด

                          นำชามาใส่เครื่องคัดเกรด ตัวเครื่องจะใช้ลมเป่าแยกเกรดชาที่มีคุณภาพออกมาใส่ในกระด้งอ่อน คัดก้านชาออกอีกครั้ง แล้วนำไปชั่งเพื่อบรรจุภัณฑ์ต่อ

 

 ขอบคุณข้อมูลจาก

 

Leave a comment

Please note, comments must be approved before they are published